วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

พระปิดตา อาจารย์ดิษฐ์




พระปิดตา อาจารย์ดิษฐ์ ราคา 3500

พระปิดตานมควาย หลวงพ่อมุ่ย วัดป่าระกำเหนือ รุ่น2




พระปิดตาน้ำนมควายรุ่น 2
หลวงพ่อมุ่ย วัดป่าระกำเหนือ
จ.นครศรีธรรมราช
สร้างประมาณปี2534
สภาพสวย ราคา 2200
ประวัติหลวงพ่อมุ่ย จนฺทสุวณฺโณ หรือ "พระครูนิโครธจรรยานุยุต แห่งวัดป่าระกำเหนือ"
นามเดิมของท่านชื่อมุ่ย ทองอุ่น บิดาชื่อ นายทองเสน ทองอุ่น มารดาชื่อ นางคงแก้ว ทองอุ่น ท่านเกิดเมื่อวันอังคารที่ ๔ เมษายน 2442 ณ บ้านป่าระกำ หมู่ที่ 6 ตำบลป่าระกำ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านมีพี่น้องทั้งหมด 8 คน หลวงพ่อมุ่ยเป็นบุตรคนที่สองของตระกูล ทองอุ่น

พระครูนิโครธจรรยานุยุต (มุ่ย จนฺทสุวณฺโณ)
หลวงพ่อมุ่ย ได้บรรพชาอุปสมบท เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2462 ณ วัดป่าระกำเหนือ อำเภอปากพนัง และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูนิโครธจรรยานุยุต เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๙๘ และในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส วัดป่าระกำเหนือและเจ้าคณะตำบลป่าระกำ ในปีเดียวกัน
หลวงพ่อมุ่ย ได้ไปศึกษาด้านวิปัสสนาธุระกับอาจารย์จืด และอาจารย์ศักดิ์ วัดถ้ำเขาพลู อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร และได้ออกธุดงค์วัตรในป่าลึกแถบจังหวัดชุมพรประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี และราชบุรี เป็นเวลาหลายปี ร่วมกับหลวงพ่อสงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นพระสหธรรมิก ที่รักใคร่นับถือกันมาก
หลวงพ่อมุ่ย เป็นพระวิปัสสนาธุระ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เคร่งครัดในพระธรรมวินัยเป็นเลิศ นอกจากนั้นยังมีความรู้ด้านต่าง ๆ อีกมาก เป็นหมอยาสมุนไพร เป็นผู้รู้เวทมนต์คาถา เป็นพระนักเทศน์ เป็นพระเกจิอาจารย์ที่เคารพนับถือของคนทั่วไป

หลวงพ่อมุ่ย นับเป็นพระเถระที่มากด้วยเมตตาบารมีล้ำเลิศของภาคใต้ ที่ประพฤติพรหมจรรย์ มั่นคงยาวนานปี ศีลาจารวัตรเรียบร้อย เป็นที่เคารพนับถือของญาติมิตรและศิษยานุศิษย์ ตลอดจนบุคคลทั่วไป
นับเป็นพระสุปฏิปันโนรูปหนึ่งของเมืองนครศรีธรรมราช ที่ทรงคุณธรรม อย่างสูงส่ง มีอัธยาศัยโอบอ้อมอารีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนทุกระดับชั้น เพราะเหตุนี้เองชาวบ้านจึงขนานนามให้ท่านเปรียบเสมือน “อริยสงฆ์แห่งแดนทักษิณ” อย่างแท้จริง

หลวงพ่อมุ่ย ท่านมีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดมากในพระธรรมวินัยมาก หลวงพ่อมุ่ยท่านจะไม่จับต้องเงินทอง และไม่สะสมสมบัติของมีค่า ในกุฏิของท่านจึงไม่มีของมีค่าอะไรเลย ใครถวายอะไรให้ท่าน หากมีคนอื่นมาขอต่อท่านก็จะยกให้ทันทีโดยไม่มีความเสียดายอะไรทั้งสิ้น หลวงพ่อมุ่ย ท่านฉันเอกา (มื้อเดียวใน ๑ วัน) หลวงพ่อมุ่ย ท่านจำพรรษาอยู่หลายวัด แต่วัดที่ส่วนใหญ่ผู้คนรู้จักกันคือ วัดป่าระกำเหนือ และ วัดบางบูชา เนื่องจากท่านได้สร้างพระเครื่องจนเป็นที่โด่งดังและหลายๆคนต้องการคือ พระปิดตาน้ำนมควาย พระปิดตาพ่อท่านมุ่ย จะสร้างทั้งวัดบางบูชาและวัดป่าระกำเหนือ
หลวงพ่อมุ่ย เป็นหนึ่งในพระเกจิอาจารย์ในพิธีพุทธาภิเษก จตุคามรามเทพ รุ่นแรก ปี ๒๕๓๐ พระเครื่องและวัตถุมงคลของพ่อท่านมุ่ย แต่ละชนิดแต่ละรุ่น เช่นพระปิดตา พระพิมพ์ประทานพร ลูกอม หลวงพ่อจะปลุกเสกเดี่ยว ทั้งนั้น ตามหลักของพระเกจิสายใต้สมัยก่อน คือบินเดี่ยว ไม่มั่นใจไม่สร้าง เพราะมั่นใจในวิชาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาอย่างมั่นใจ และได้ปลุกเสกอยู่นานเป็นปีหรือหลายปี จึงจะมอบให้คนนำไปบูชา เพราะท่านทำด้วยใจรักและศรัทธามั่น ก่อนนำวัตถุมงคลไปใช้ พ่อท่านท้าให้นำไปลองก่อน ถ้าไม่มั่นใจจะไม่ยอมให้ใครเอาไปใช้

หลวงพ่อมุ่ยได้ถึงแก่มรณภาพ ด้วยโรคชรา เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๓๕ เวลา ๔ นาฬิกา ๔๖ นาที สิริอายุได้ ๙๓ ปี ๑ เดือน ๑๘ วัน และจำนวน ๗๓ พรรษา

พระสังกะจาย อาจารย์ดิษฐ์ วัดปากสระ




พระสังกะจาย อาจารย์ดิษฐ์ วัดปากสระ ราคา 7000
วัตถุมงคลที่ท่านได้สร้างเอาไว้ในยุคต้น ๆ เช่น ปลอกแขน แหวนพิรอด ลูกอม ผ้ายันต์ เสื้อยันต์ ส่วนพระเครื่องมีอยู่มากมายหลายพิมพ์ เริ่มสร้างเมื่อ ปี 2485 เพื่อแจกทหารหาญและชาวบ้าน ครั้งสงครามอินโดจีน คือ พระสังกัจจายน์ พิมพ์ใหญ่-เล็ก พระปิดตา มีหลายพิมพ์ ทั้งแบบขัดสมาธิเพชร-สมาธิราบ พระกลีบบัว ซึ่งพระทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเนื้อโลหะผสม สร้างโดยช่างชาวบ้าน โลหะที่นำมาสร้างได้แก่ ปลอกลูกปืน หัวลูกปืน สะเก็ดระเบิด ทองเหลือง ทองแดง ฝาบาตร ตะปู นำมาหล่อหลอมผสมผสานกัน

เหรียญรุ่นแรกปี พ.ศ.2500 ในวาระฉลองอายุครบ 80 ปี เป็นเหรียญรูปไข่ รูปเหมือนเต็มองค์ ด้านหลังเขียนว่า “ที่ระลึกในงานทำบุญอายุครบ 80 ปี 7 กุมภาพันธ์ 2500” เป็นเหรียญรุ่นสุดท้ายที่ทันท่านปลุกเสก

เหรียญรุ่นสองปี พ.ศ.2516 เป็นพิมพ์ที่แกะขึ้นใหม่ทั้งหมด ทั้งหน้า-หลัง แต่เลียนแบบพิมพ์รุ่นแรกทุกอย่าง

เหรียญหลวงพ่อดิษฐ์-หลวงพ่อแดง ปี 16 ทองแดงรมดำ-กะไหล่ทอง รูปเหมือนขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว และรูปเหมือนขนาดเล็ก สังฆาฏิด้านหน้า-หลัง ปรากฎตัวอักขระเป็นตัวนูน

พระพุทธนิรโรคันตราย อาจารย์นำ ปี10





พระนิรโรคันตราย อาจารย์นำ ปี10
พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ ชาวบ้านเรียกว่า “พระสี่มุมเมือง” เป็นพระพุทธรูปที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงพระกรุณาพระ ราชทานให้ไว้ประจำภาคใต้ โดยมีพระราชโองการให้ประดิษฐานไว้ ณ จังหวัดพัทลุง
การสร้างพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ(พระสี่มุมเมือง) มีประวัติกล่าวไว้ว่า เนื่องในสมัยที่พระบาทสมเด็จฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำรงสิริราชสมบัติมาได้ 15 ปี พ.ศ. 2468 เท่ากับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จฯ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงทรงมีพระราชดำริที่จะทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายรัชกาลที่ 2 และสมโภชสิริราชสมบัติของพระองค์ตามแบบสมเด็จพระบุรพกษัตราธิราช จึงทรงโปรอดเกล้าฯ ให้ช่างหล่อพระพุทธรูปสำริดกาไหล่ทองปางสมาธิจำนวน 16 องค์ และทรงถวายพระนามว่า “พระพุทธนิรโรคันตราย” โดยมีพระราชกำหนดไว้ว่า จะถวายไปยังพระอารามหลวงที่เป็นวัดมหานิกาย 15 องค์ อีกองค์หนึ่งนั้นไว้ในราชการ นอกจากนี้ยังได้ทรงโปรอดเกล้าฯ ให้ช่างหล่อเชิงเทียนกาไหล่ทองขึ้นอีกส่วนหนึ่ง มีลักษณะคล้ายพระแสงศรกำลังราม ตรงกลางเป็นรูปวชิราวุธ มีที่ปักเทียน 39 ที่ และได้ทรงมีพระราชกำหนดไว้ว่า จะพระราชทานไปยังพระอารามหลวงที่สำคัญ ๆ เมื่อพระพุทธรูปและเชิงเทียนสำเร็จแล้ว แต่ยังมิทันถึงกำหนดที่จะทรงบำเพ็ญพระราชกุศลก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน ในวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 หลังจากนั้นจะมีการพระราชทานพระพุทธนิรโรคันตรายไปยังพระอารามหลวงแห่งใด บ้างไม่ปรากฏหลักฐาน
พระชัยสี่มุมเมือง” มีเนื้อทองคำ เนื้อเงิน และเนื้อทองเหลือง สร้างในปี พ.ศ. 2511
สร้างจำลองมาจาก : พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ
ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2509 กรมการรักษาดินแดนได้คำนึงถึงพระราชศรัทธาของพระบาทสมเด็จฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบิดรแห่งกิจการรักษาดินแดนไทย ในการสร้างพระพุทธนิรโรคันตรายดังกล่าว จึงเห็นควรน้อมเกล้าฯด้วยความจงรักภักดีและอีกทั้งเป็นการดำเนินตามรอย ประเพณีแห่งอดีตสมเด็จพระบุรพกษัตริย์ของไทย ที่ได้สร้างพระพุทธปฏิมาไว้ 4 มุมเมือง เพื่อขอพุทธนุภาพแห่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดา ช่วยปกป้องคุ้มครอง และเพื่อเพิ่มเกณฑ์ชะตาของบ้านเมืองตลอดถึงพสกนิกรที่อยู่ใต้ร่มพระบารมีให้ มีความอยู่เย็นเป็นสุขปราศจากโรคาพาธภัยพิบัตินานาประการ จึงดำริว่าควรจะได้มีการสร้าง “พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทัศ” ขึ้นในยุคปัจจุบันนี้บ้าง เพื่อนำไปประดิษฐานไว้ทั้ง 4 ทิศของประเทศไทยให้เป็นสิริมงคลแก่ปวงชนชาวไทยทั้งชาติ และเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติยศแห่งพระบรมมหากษัตราธิราช พระองค์ปัจจุบัน จึงเห็นสมควรว่าการสร้างพระพุทธนิรโรคันตรายนี้ จะต้องอยู่ในพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น สามัญชนหรือเหล่าคณะใดไม่อาจจะกระทำได้กรมการรักษาดินแดนจึงนำความกราบบังคม ทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงทราบแล้วได้ทรงพระบรมราชานุญาตให้กรมการรักษาดินแดนดำเนินการสร้าง พระพุทธนิรโรคันตรายขึ้นโดยทันที และมีพระบรมราโชบายจะให้นำไปประดิษฐานไว้ทั้ง 4 ทิศของประเทศไทย ได้แก่ ทิศเหนือประดิษฐานที่จังหวัดลำปาง ทิศใต้ประดิษฐานที่จังหวัดพัทลุง ทิศตะวันออกประดิษฐานที่จังหวัดสระบุรี และทิศตะวันตกประดิษฐานที่จังหวัดราชบุรี
เมื่อกรมการรักษาดินแดนได้รับกระแสพระราชดำรัสเหนือเกล้าฯ เหนือกระหม่อมแล้วได้ประกอบพิธีการสร้างพระพุทธรูปสำคัญทั้ง 4 องค์ขึ้น ในวันเสาร์ ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5 หรือที่เรียกว่า “วันเสาร์ห้า” ตรงกับวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2509 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเททองหล่อพระพุทธรูป ซึ่งสร้างด้วยโลหะผสม 3 ชนิด หรือไตรโลหะ ประกอบด้วยทองเหลือ 3 ส่วน ทองแดง 1 ส่วน ทองขาว 1 ส่วน รวมโลหะทั้งสิ้นประมาณ 400 กิโลกรัม ก่อนทำพิธีหล่อนั้นได้เปิดโอกาสให้บรรดาพุทธศาสนิกชนทั่วไปได้นำแผ่นโลหะ ทองคำ นาก และเงิน หรือที่เรียกว่า “โลหะสามกษัตริย์” จารึกดวงชะตาของแต่ละคน แล้วนำเข้าพิธีปลุกเสกแผ่นโลหะถึง 3 ครั้ง ซึ่งพุทธศาสนิกชนทั้งหลายเชื่อว่าได้มีส่วนสร้างพระพุทธานุสรณ์อย่างแท้จริง ทั้งเป็นการอุทิศชีวิตเพื่อได้ใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้า เป็นการสร้างมหากุศลอันเป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาด้วย หลังจากได้ดำเนินการหล่อพระพุทธรูปเสร็จแล้ว กรมการรักษาดินแดนได้จัดให้มีพิธีพุทธาภิเษกอย่างถูกต้องตามพิธีการทางพุทธ ไสยศาสตร์
เกจิอาจารย์ที่นั่งปลุกเสกได้แก่
๑.พระอาจารย์นำ
๒.หลวงพ่อเล็ก วัดประดู่เรียง
๓.หลวงพ่อ ปาล วัดเขาอ้อ
๔.หลวงพ่อเจ๊ก วัดเขาตะวันตก
๕.หลวงพ่อหมุน วัดเขาตะวันออก
๖.หลวงพ่อ เขียว วัดหรงบน
๗.หลวงพ่อคลิ้ง วัดถลุงทอง
๘.หลวงพ่อมุ่ย วัดป่าระกำเหนือ
๙.หลวงพ่อคล้าย วัดสวนขัน
และยังมีเกจินั่งสวดพระพุทธมนต์อีก ๙ รูป
๑.หลวงพ่อคง วัดบ้านสวน
๒.หลวงพ่อแสง วัดคลองน้ำเจ็ด
๓.หลวงพ่อจันทร์ วัดท่งเฟื้อ
๔.หลวงพ่อวัน วัดปากพยูน
๕.หลวงพ่อแก่น วัดทุ่งหล่อ
๖.หลวงพ่อพลับ วัดชายคลอง
๗.หลวงพ่อแก้ว วัดโคกโดน
๘.หลวงพ่อพุ่ม วัดน้ำผุดใต้
๙.หลวงพ่อช้วน วัดตันติยาภิรม"

เหรียญหลวงปู่แหวน ปี 17




เหรียญหลวงปู่แหวน ปี 17

เหรียญอาจารย์นำ ปี19 เนื้อทองแดง บล็อกธรรมดา วัดดอนศ่าลา อ.ควนขนุน จ.พัทลุง




เหรียญอาจารย์นำ ปี19 เนื้อทองแดง บล็อกธรรมดา วัดดอนศ่าลา อ.ควนขนุน จ.พัทลุง (โทรคุยราคา)
พระอาจารย์นำ ชินวโร เกิด เมื่อวันศุกร์ เดือนเก้า (สิงหาคม) พ.ศ.2434 ที่บ้านดอนนูด ตำบลปันแต (บ้านดอนนูดมีอาณาเขาติดต่อกับ 3 ตำบล คือ ตำบลปันแต ตำบลควนขนุน ตำบลมะกอกเหนือ) เป็นบุตรของนายเกลี้ยง นางเอียด แก้วจันทร์ มารดาได้เสียชีวิตตั้งแต่ท่านยังเล็กอยู่ (หลังจากคลอดบุตรหญิงคนสุดท้อง) บิดาเป็นอาจารย์ที่เก่งกล้าทางไสยศาสตร์ ดังนั้นพระอาจารย์นำ จึงได้มีโอกาสศึกษาวิชาทางไสยศาสตร์เบื้องต้นแต่เยาว์วัย นอกจากนั้น บิดายังได้นำไปฝากให้ศึกษาวิชาเวทมนตร์คาถากับพระอาจารย์ทองเฒ่า วัดเขาอ้อ ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงมากสมัยนั้น จนอายุได้ 20 ปี จึงได้อุปสมบทกับพระอาจารย์ทองเฒ่า ที่วัดเขาอ้อ ได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมอยู่ 6 พรรษา จึงลาสิกขา แล้วได้สมรสกับนางสาวพุ่ม มีบุตรชาย หญิง ด้วยกัน 4 คน
จน กระทั่ง พ.ศ.2506 พระอาจารย์นำ ได้ป่วยหนักจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ได้มีลูกศิษย์ของท่านประทับทรางหลวงพ่อที่วัดเขาอ้อ (บ้างก็ว่าท่านฝันเห็นพระอาจารย์ทองเฒ่า) บอกว่าหากจะให้หายป่วยจะต้องบวช ซึ่งท่านก็รับว่าถ้าหายป่วยแล้วจะบวชทันที ปรากฏว่าอาการป่วยของท่านก็หายเป็นปกติ ดังนั้นพระอาจารย์นำจึงได้อุปสมบทอีกครั้งหนึ่งที่วัดดอนศาลา เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2506 และได้อยู่ในเพศบรรพชิตตลอดมาจนถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ.2519 รวมอายุได้ 85 ปี ต่อมาในปี 2520 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2520

การสร้างวัตถุมงคล
พระ อาจารย์นำ แก้วจันทร์ เป็นศิษย์พระอาจารย์ทองเฒ่าแห่งสำนักวัดเขาอ้อ เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ได้สร้างวัตถุมงคลไว้มากมายตั้งแต่ไม่ได้อยู่ในสมณเพศ เมื่อได้อุปสมบทเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ เมื่อ พ.ศ.2506 ได้สร้างวัตถุมงคลไว้ดังต่อไปนี้
6.1 พระปิดตา เนื้อชินตะกั่วผสมเงินยวง สร้างเมื่อ พ.ศ.2510-2518
6.2 พระกลีบบัว เนื้อผงผสมว่าน สร้างเมื่อ พ.ศ.2512
6.3 พระพุทธทรงสี่เหลี่ยม เนื้อผลผสมว่าน พ.ศ.2512
6.4 พระยอดขุนพล เนื้อผงผสมว่าน พ.ศ.2512
6.5 เหรียญรุ่นแรก สร้างที่วัดชิโนรส กรุงเทพฯ พ.ศ.2513 (รุ่นขี่เสือ)
6.6 เหรียญรูปเหมือนรุ่นแรก สร้างที่วัดดอนศาลา พ.ศ.2519 เนื้อทองคำ เงิน และ ทองแดง
6.7 รูปเหมือนลอยองค์ เนื้อนวโลหะ พ.ศ.2519
6.8 รูปเหมือนบูชา เนื้อนวโลหะ พ.ศ.2519
6.9 พระกริ่ง เนื้อนวโลหะ พ.ศ.2519
6.10 เหรียญรูปเหมือน เนื้อทองแดง รุ่น ภปร. ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พ.ศ.2520
6.11 ตะกรุด ผ้ายันต์ ปลัดขิก ลูกอม แหวนพิรอด

เหรียญพระเจ้าห้าองค์ หลวงพ่อหมุน วัดเขาแดงตะวันออก จ.พัทลุง ปี 08 หนังสือตรง





เหรียญพระเจ้าห้าองค์ หลวงพ่อหมุน วัดเขาแดงตะวันออก จ.พัทลุง ปี 08 หนังสือตรง
พ่อท่านหมุน ท่านเกิดเมื่อ พ.ศ.2439 ณ บ้านม่วง อ.เมือง จ.พัทลุง บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดควนกรวด อ.เมือง จ.พัทลุง โดยมีพระอธิการรอด วัดควนกรวด เป็นพระอุปัชฌาย์ ครั้งอายุครบอุปสมบท จึงเข้ารับการอุปสมบท ที่วัดปรางหมู่ อ.เมือง จ.พัทลุง โดยมี พระอธิการรอด วัดควนกรวด อ.เมือง จ.พัทลุง เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฉายาว่า "ยสโร" อุปสมบทแล้วที่จำพรรษาที่ วัดเขาแดงตะวันออก อ.เมือง จ.พัทลุง มาโดยตลอด
พ่อท่านหมุน เป็นพระสงฆ์ที่ฝักใฝ่ในเรื่องวิปัสสนากรรมฐาน จึงได้เลือกจำพรรษาที่วัดเขาแดงตะวันออก เนื่องจากเป็นวัดที่อยู่ห่างจากชุมชน มีธรรมชาติอันร่มรื่นและสงบเหมาะต่อการบำเพ็ญภาวนา นอกจากนี้ท่านยังมีความสนใจในเรื่องของวิทยาคมและไสยศาสตร์ จึงได้ไปเรียนวิชากับ พระอาจารย์ทองเฒ่า วัดเขาอ้อ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าสำนักเขาอ้อ และมีกิตติคุณเลื่องลือตั้งแต่ภาคใต้ไปตลอดแหลมมลายู จนได้รับขนานนามว่า "ปรมาอาจารย์แห่งไสยศาสตร์ของภาคใต้" ซึ่งการไปเรียนวิชากับอาจารย์ทองเฒ่าทำให้พ่อท่านหมุนมีความสนิทสนมกับพระอาจารย์นำ ซึ่งเป็นศิษย์สำนักเขาอ้อรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่พระอาจารย์นำมีอาวุโสกว่าพ่อท่านหมุนเล็กน้อย แต่มาเมื่อพระอาจารย์นำสึกออกไปเป็นฆราวาส พ่อท่านหมุนก็ยังคงอยู่ในเพศบรรพชิตมาโดยตลอดจนกระทั่งมรณะภาพ
พ่อท่านหมุน มีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ประจักษ์มาตั้งแต่ยังหนุ่มๆ เป็นพระเกจิอาจารย์หนึ่งเดียวของภาคใต้ก็ว่าได้ที่ได้รับนิมนต์ร่วมพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลมากที่สุด ท่านร่วมพิธีปลุกเสกมาตั้งแต่ครั้งสมัยสงครามอินโดจีนและสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยร่วมพิธีปลุกเสกพระปิดตามหายันต์และพระกลีบบัวมหาว่าน ที่วัดเขาอ้อ เมื่อ พ.ศ.2483 ไปร่วมพิธีปลุกเสกพระปิดตาโสฬสมงคลรุ่นแรก พ.ศ.2482 และพระซุ้มกอ พ.ศ.2485 ของวัดแหลมทราย จ.สงขลา ช่วงระหว่าง พ.ศ.2505-06 ที่วัดต่างๆ ทางภาคใต้พากันสร้างพระเครื่องหลวงพ่อทวดกัน พ่อท่านหมุนก็ไปร่วมพิธีเสกด้วยทั้งนั้น แม้แต่พิธีปลุกเสกวัตถุมงคลของวัดต่างๆ ก็ล้วนแต่อาราธนาพ่อท่านหมุนไปปลุกเสกด้วยเสมอ จังหวัดต่างๆ ทางภาคใต้ทั้งพัทลุง สงขลา สตูล ตรัง และปัตตานี ท่านไปร่วมปลุกเสกมาหมด
พ่อท่านหมุน ท่านมีตละมหาอำนาจเหมือนพระอาจารย์ทองเฒ่า เคยตวาดคนจนตลึงงุนงงขวัญเสีย ต้องทำน้ำมนต์รดเรียกขวัญจึงหายเป็นปกติมาแล้ว ครั้งหนึ่ง วัดเขาแดงตะวันออกจัดงานประจำปี มีมหรสพมาเล่นและคนมาเที่ยวในงานมากมาย ได้มีชายหนุ่มกลุ่มหนึ่ง 5-6 คน มาเที่ยวงานแล้วดื่มสุราเมามายเที่ยวเอ็ดตะโรส่งเสียงดังในวัด แม้ว่าชายหนุ่มกลุ่มนั้นจะไม่หาเรื่องทะเลาะหรือทำรายร่างกายผู้อื่น แต่ก็ได้สร้างความรำคาญ พ่อท่านหมุน ท่านนั่งอยู่บนกุฏิมีลูกศิษย์และชาวบ้านนั่งอยู่ด้วยหลายคน ท่านบอกว่า "เดี๋ยวให้พวกมันมาทางนี้ก่อน" สักครู่เมื่อคนกลุ่มนั้นเดินส่งเสียงเอะอะผ่านมาทางหน้ากุฏิ พ่อท่านหมุนก็เยี่ยมหน้าออกไปแล้วพูดขึ้นว่า "พวกมึงมาเที่ยวแล้วเมาทำให้คนอื่นเขารำคาญอยู่กันตรงแหละพอหายเมาแล้วค่อยไป" แม้ว่าระยะจากกุฏิไปยังที่คนเมากลุ่มนั้นยืนอยู่จะมีระยะห่างกันมากพอสมควร แต่เสียงพ่อท่านหมุนก็ดังกึกก้องมีมหาอำนาจได้ยินไปทั่ว คนเมากลุ่มนั้นได้ยินต่างพากันตกตลึง ต่างพากันล้มลงกลิ้งเกลือกบนพื้นดินอยู่ตรงนั้น แม้จะพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นแล้วเดินออกจากที่นั่น แต่ก็เดินออกไปไม่ได้ ภายในรัศมีที่พ่อท่านหมุนกำหนด เลยเดินวนเวียนอยู่ในที่นั้นเหมือนเสือติดจั่น ทั้งเมาและทั้งเหนื่อยเลยพากันนอนหลักอยู่ที่นั้นด้วยกันหมดทุกคน ครั้งพอใกล้จะรุ่งหนังตะลุงเลิกและคนมาเที่ยวงานพากันกลับบ้านหมดแล้ว แต่ขี้เมากลุ่มนี้ก็ยังคงนอนหลับไม่ได้สติอยู่ที่เดิม พอสว่างแดดเริ่มส่องและร้อนขึ้นเรื่อยๆ คนกลุ่มนี้ก็เริ่มฟื้นแต่ก็ยังงัวเงียและยังออกจากที่ตรงนั้นไม่ได้อีก จนพ่อท่านหมุนท่านร้องตะโกนมาจากบนกุฏิว่า "ถ้าหายเมาแล้วก็กลับๆ ไปเสีย ทีหลังก็อย่าทำความรำคาญในวัดอีก" นั่นแหละคนกลุ่มนั้นจึงพากันเดินออกจากบริเวณนั้นได้ แล้วก็พากันเข็ดขี้แตกขี้แตนกับพ่อท่านหมุนไปอีกนาน ถึงขนาดว่าไม่กล้าเข้ามาภายในวัดอีกเลย
พ่อท่านหมุน มีคุณวิเศษอย่างหนึ่งคล้ายๆ หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง จ.ภูเก็ต คือ จะมีคนเอาแผ่นทองมาปิดตามร่างกายท่านทั้งๆ ที่ยังมีชิวิตอยู่ เนื่องจากชาวบ้านบนบานขอให้ท่านช่วย พอสำเร็จสมปรารถนาจึงพากันมาปิดทองเป็นการแก้บน ตอนพ่อท่านหมุนทานมีชีวิตอยู่ หากใครไปกราบนมัสการก็จะเห็นว่าบางครั้งตามร่างกายของท่านมีแผ่นทองปิดอยู่เหลืองอร่ามเต็มไปหมด
พ่อท่านหมุนสร้างวัตถุมงคลมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งแรกๆ ท่านสร้างเครื่องรางจำพวก ตะกรุด ผ้ายันต์ แหวนพิรอด ฯลฯ หลังจากนั้นก็มาสร้างพระปิดตา พระลีลา เป็นต้น ส่วนเหรียญและรูปเหมือนมาสร้างเอาเมื่อขึ้น พ.ศ.2500 มาแล้ว